เข้าสู่เว็บไซต์>
คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นโอกาส เพียงเพราะมันใส่ชุดเอี้ยมและหน้าตาเหมือนงาน — Thomas Edison

ทำความรู้จักภาษีความหวาน มาตรการใหม่สำหรับสุขภาพคนไทย

posted: 2 months ago
ทำความรู้จักภาษีความหวาน มาตรการใหม่สำหรับสุขภาพคนไทย

comments

จากข้อมูลผลสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ครั้งที่ 5 ระหว่างปี 2557-2558 พบว่า 

ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นเบาหวานสูงถึง 4 ล้านคน ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการพบกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ถึง 7.7 ล้านคน

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานนั้นก็มาจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตนั่นเอง หลังจากที่อ่านข้อมูลข้างต้นคุณผู้อ่านก็คงจะเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กันอยู่บ้างแล้วใช่ไหมคะ


 

ภาษีความหวาน

 

ถึงแม้ว่าองค์กรอนามัยโลกจะให้คำแนะนำว่า ควรบริโภคน้ำตาลแค่วันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่จากการสำรวจข้อมูลของ Global Agricultural Information Network  ปี 2557 พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึง 28.4 ช้อนชาต่อวัน สูงเกินกว่าที่องค์กรอนามัยโลกได้แนะนำไว้ถึง 4.7 เท่า

มันจึงไม่แปลกอะไรเลยค่ะที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย จะมีอัตราการเติบโต 4-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในเมื่อพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของเราเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการขนาดนี้

 


ภาษีความหวานเกิดเพราะพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย

 

ผู้ประกอบการ

 

แนวคิดการเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มพร้อมดื่มนั้น ทางรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันมาสักพักแล้วค่ะ เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องดื่มให้ความหวานผุดขึ้นมากมายจนไร้การควบคุม

ทำให้การแข่งขันในตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นไปอย่างร้อนแรง จนผู้ประกอบการต้องเสนอโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นให้นักดื่มน้ำหวานซื้อเครื่องดื่มกันมากขึ้นจนเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกายให้มีมากขึ้นไปกว่าเดิม

ส่งผลให้จำนวนคนไทยที่เป็น โรคอ้วน เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกลายเป็นภาระการดูแลสุขภาพโดยรวมของภาครัฐ ในเมื่อบังคับที่ตัวบุคคลให้ลดพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลให้ลดลงไม่ได้ การบังคับตัวผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเครื่องดื่มให้ลดค่าน้ำตาลลงอาจจะได้ผลมากกว่า

ล่าสุด เจ้าภาษีความหวานได้ผ่านมติครม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เตรียมที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 ปี หลังจากวันที่ 16 กันยายาน ที่ผ่านมานี้ค่ะ ซึ่งในระหว่างนี้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็คงต้องลดค่าความหวานลงให้ทันก่อนกำหนดการจะมาถึงไม่อย่างนั้นล่ะแย่แน่เลย


ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

เครื่องดื่มที่ต้องเสียภาษีตามปริมาณน้ำตาลมีอะไรบ้าง

1. น้ำอัดลม (Soft Drink)

เครื่องดื่มอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีส่วนประกอบของน้ำโซดา น้ำตาล นอกจากนี้น้ำอัดลมยังเป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในกลุ่มอาหาร Empty Calories หรือ อาหารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย

เพราะนอกจากในน้ำอัดลมจะมีสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่น้อยมากแล้ว ในน้ำอัดลมยังมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่หลายชนิดอีกด้วย

2. เครื่องดื่มเกลือแร่ (Sports Drink)

เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ช่วยในการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไประหว่างเล่นกีฬา โดยปรุงแต่งให้มีรสชาติที่ดีและน่าดื่ม ส่วนมากเครื่องดื่มเกลือแร่มักจะมีส่วนผสมของน้ำตาล และส่วนประกอบของเกลือแร่ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำในร่างกายไปใช้ได้ง่ายขึ้น

3. เครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drinks)

เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของสารกาเฟอีน หรือ คาเฟอีน (Caffeine) ในปริมาณไม่เกิน 50 มิลลิกรัม ต่อ 1 ขวด (100 – 150 มิลลิลิตร) โดยเครื่องดื่มชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านพลังงาน

เครื่องดื่มชนิดนี้จะนิยมดื่มในหมู่ผู้ใช้แรงงาน และคนที่ทำงานหนัก เนื่องจากเมื่อทำงานเสร็จ ร่างกายจะอ่อนเพลีย จึงต้องการพลังงานชดเชยกลับมา

4. น้ำผักและผลไม้กล่องสำเร็จรูป (Vegetables and Fruit Juice)

เครื่องดื่มที่เกิดจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักผลไม้ ผ่านกระบวนการแต่งสี แต่งกลิ่น เพื่อให้มาตรฐานการผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนประกอบในเครื่องดื่มก็จะมีน้ำผักและน้ำผลไม้ น้ำตาล สารกันเสีย วัตถุแต่งสีและกลิ่น เป็นต้น

5. เครื่องดื่มพร้อมดื่มอื่นๆ ยกเว้นนม

เครื่องดื่มทุกชนิดที่ใส่น้ำตาลให้ความหวาน ไม่ว่าจะเป็น น้ำชา กาแฟ เป็นต้น ซึ่งเครื่องดื่มประเภทนี้มักจะถูกผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มนำเสนอโปรโมชั่นกันอยู่บ่อยๆ

 


ภาษีความหวานลดโรคร้ายจริงหรือ

 

ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะสงสัยกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวว่าการที่ กรมสรรพสามิต ออกภาษีความหวานจะสามารถลดโรคร้ายได้จริงหรือ ในเบื้องต้นสามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคร้ายลงได้ค่ะ

เพราะหากลองมองในมุมของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็คงจะไม่มีผู้ผลิตท่านใดอยากที่จะมีรายจ่ายเพิ่มจากการถูกเก็บค่าความหวานกันอยู่แล้ว

ค่าความหวาน 6 ระดับ

  • ค่าความหวาน 0-6 มก.ต่อลิตร ไม่เสียภาษี
  • ค่าความหวาน 6-8 มก.ต่อลิตร เสียภาษี 10 สตางค์
  • ค่าความหวาน 8-10 มก.ต่อลิตร เสียภาษี 30 สตางค์
  • ค่าความหวาน 10-14 มก.ต่อลิตร เสียภาษี 50 สตางค์
  • ค่าความหวาน 14-18 มก.ต่อลิตร เสียภาษี 1 บาท
  • ค่าความหวานตั้งแต่ 18 มก.ต่อลิตรขึ้นไป เสียภาษี 1 บาท

เมื่อเครื่องดื่มที่มีในตลาดถูกลดปริมาณน้ำตาลลง โรคร้ายที่คนไทยมีโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยก็มีเปอร์เซ็นต์การเกิดลดน้อยลงตามไปด้วย อย่าลืมว่าสุขภาพของเราสำคัญมากที่สุด การดูแล รักษา ป้องกันให้ห่างไกลจากความเสี่ยงคืออีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีเกิดขึ้นได้ด้วยมือคุณ


avatar
by @ Thara

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon