ซื้อขายออนไลน์ กับเกราะป้องกันที่ชื่อว่า CVV และ OTP

posted: 2 weeks ago
ซื้อขายออนไลน์ กับเกราะป้องกันที่ชื่อว่า CVV และ OTP

comments

ในขณะที่ยืนอยู่ที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ลองหันไปทางซ้ายที แล้วหันมาทางขวาที สังเกตดูว่าคนรอบตัวที่เดินผ่านเราไปนั้นทำอะไรกันบ้าง ตรงฟุตปาธฝั่งโน้นอาจมีคู่รักเดินจับมือกระหนุงกระหนิงกัน หรือคนข้างหน้าเรากำลังพูดคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน แต่สังเกตดีๆ อีกทีในมือของทุกคนล้วนมือสมาร์ทโฟน

สมาร์ทโฟนเครื่องมือสื่อสารที่ก้ำกึ่งระหว่างอุปกรณ์เทคโนโลยี และอวัยวะร่างกายชิ้นที่ 33 บางคนตื่นมาต้องจับมือถือเป็นอย่างแรก แล้วก็เช็คเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม เช็คการแจ้งเตือนต่างๆ ที่เด้งขึ้นบนหน้าจอมือถือ ก่อนที่จะลุกไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ก็แหงละ นี่มันยุคสมาร์ทโฟนนี่

เพราะความง่ายและสะดวก นอกจากใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารแล้ว ยังเป็นร้านค้าขนาดย่อมๆ ด้วยนะ เพราะเราสามารถซื้อขายออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนกันได้แล้ว เพียงใช้แอปพลิเคชั่นเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นตลาดการซื้อขาย หรือสร้าง ร้านค้าออนไลน์ ขึ้นมาเอง สะดวกจริงๆ

ซื้อขายออนไลน์ ต้องใช้อะไรจ่ายเงิน

สมมติว่าซื้อของหน้าร้านจำนวนเงินทั้งหมด 120 บาท ก็ควักเงินสดจ่ายมือต่อมือได้เลย แต่ถ้าซื้อขายออนไลน์คงทำแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งการซื้อขายออนไลน์ในอินสตาแกรม หรือเฟซบุ๊คก็คงใช้การโอนเงินผ่าน Internet Banking ของธนาคารต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้แม้จะโอนเงินต่างธนาคารก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หากใช้บริการ พร้อมเพย์

ซื้อขายออนไลน์ กับเกราะป้องกันที่ชื่อว่า CVV และ OTP

ถ้าเกิดเป็นบัตรเดบิตที่เปิดนำบัญชีเงินฝากผูกเข้ากับ Internet Bankig หรือบัตรเครดิตที่ผูกเข้ากับการซื้อขายออนไลน์อย่าง App Store, Play Soter, Paypal  สิ่งสำคัญที่ต้องระบุเลข CVV  เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งเป็นระบบป้องกันการลักลอบใช้บัตรเครดิตจากมิจฉาชีพนั่นเอง สรุปว่า การซื้อขายออนไลน์ เงินที่ต้องจ่ายก็ต้องเป็นเงินออนไลน์นั่นแหละจ้า


สิ่งที่ต้องรู้ก่อนกรอกข้อมูลเพื่อ ซื้อขายออนไลน์

ถ้าลองหยิบบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตขึ้นมาพลิกดู จะเห็นว่าบนบัตรจะมีข้อมูลที่ระบุเกี่ยวกับบัตรมากมาย ทั้งหมายเลขบัตรที่ติดกันเป็นพืด วันหมดอายุของบัตรว่าปีไหนเดือนไหน ชื่อเจ้าของบัตรว่าใครเป็นผู้ครอบครอง ชนิดของบัตรว่าเป็นวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ด ฯลฯ แต่ข้อมูลที่สำคัญสุดๆ คือข้อมูลหลังบัตร

ข้อมลูหลังบัตรเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวัง ห้ามให้คนอื่นเห็นหรือรู้เด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี  ซึ่งข้อมูลหลังบัตรประกอบไปด้วย ลายเซ็น และรหัส CVV สองสิ่งนี้สำคัญต่อการซื้อขายออนไลน์มากๆ

จะเห็นได้ว่า ช่องว่างข้างๆ เลข CVV มีไว้ให้เจ้าของบัตรเซ็นชื่อของตัวเองลงไป เมื่อได้รับบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตมาแล้วก็ควรลงลายมือชื่อในทันที บางคนหลีกเลี่ยงการเซ็นชื่อหลังบัตร เพราะกลัวว่าถ้าคนอื่นมาเห็นจะปลอมแปลงลายเซ็นไปใช้ได้ แต่ถ้าบัตรหายขึ้นมาควรซวยน่าจะทวีคูณมากกว่าเดิม

ซื้อขายออนไลน์ กับเกราะป้องกันที่ชื่อว่า CVV และ OTP

ในกรณีที่คุณมีเรื่องจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต หรือเดบิตรูดซื้อของไปก่อน ทางร้านค้าจะตรวจสอบว่าบัตรมีลายเซ็นไหม ถ้าไม่มีลายเซ็นหลังบัตร ร้านค้าจะทำการปฏิเสธรับบัตรทันที เพราะร้านค้าจะเช็คว่าลายเซ็นหลังบัตร กับลายเซ็นในบัตรตรงกันไหม ก็เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร

เมื่อการซื้อขายออนไลน์ต้องใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตเป็นตัวจ่ายเงิน ธนาคารจึงให้เจ้าของบัตรทุกคนยืนยันตัวตนด้วยการใส่หมายเลข CVV ที่อยู่ด้านหลังบัตร เพราะข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองและข้อมูลบัตรของบัตรที่กรอกลงเว็บไซต์ หากเป็นเจ้าของจริงๆ ก็ต้องยืนยัน CVV หลังบัตรได้สิ

แต่สิ่งที่น่ากังวล อีกเรื่องหนึ่ง คงหนีไม่พ้น หากกระเป๋าสตางค์หายแล้วเราจะป้องกันเลข CVV ยังไง เพราะคนเก็บได้ก็ต้องเห็นอยู่ดี เจ้าของบัตรสามารถลบเลข CVV ออกได้ทันทีเมื่อได้รับบัตรมาจากธนาคารแล้ว ด้วยการใช้ปากกาเมจิสีดำฝนทับลงไปเลย  หรือนำเหรียญมาขูดออกก็ได้ แต่ก็ควรจำรหัส CVV ให้ดี จดไว้ในที่ที่คิดว่าตัวเองหาเจอ เท่านี้ก็เป็นการป้องกันเลข CVV อีกชั้นหนึ่งแล้ว


ซื้อของออนไลน์ ให้ปลอดภัยอีกขั้นด้วยรหัส OTP

เพราะความไม่ปลอดภัยหากบัตรหาย หรือถูกขโมยไป ธนาคารเลยมีมาตรการยืนยันตัวตนอีกขั้นหนึ่ง คือการใช้รหัสครั้งเดียว หรือ รหัส ​OTP (One Time Password) เมื่อเรากรอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรา เกี่ยวกับบัตร (ซึ่งรวมรหัส CVV) ด้วย

ธนาคารจะได้รับคำร้องจากเรา และส่งรหัส OTP เด้งมาเป็นข้อความในมือถือที่ผูกกับบัตรไว้ทันที หน้าที่ของเราคือการทำรหัสนั้นมากรอกในเว็บไซต์เพื่อยืนยันตัวตนอีกขั้นหนึ่ง แน่นอนว่า หากบัตรเครดิตหายไป มิจฉาชีพก็ไม่อาจมีเลข OTP เหมือนที่เจ้าของบัตรตัวจริงมีได้ ถือว่าเป็นการสร้างความปลอดภันอีกขั้นในการซื้อขายออนไลน์

ซื้อขายออนไลน์ กับเกราะป้องกันที่ชื่อว่า CVV และ OTP

ดังนั้น การซื้อของออนไลน์​ นอกจากจะต้องมี บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตแล้ว ถ้าเป็นไปได้ข้อมูลหลังบัตรต่างๆ ไม่ควรให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด และธนาคารเองก็ยังมีการป้องกันทำธุรกรรมการเงินออนไลน์อย่างการใส่รหัส CVV เพื่อยืนยันตัวตน และรหัส OTP เพื่อยืนยันตัวตนอีกขั้นหนึ่ง

แต่ถ้าเกิดบัตรหายไปจริงๆ แล้วไม่มั่นใจว่ารหัส  CVV หลังบัตร และลายเซ็นที่เป็นชื่อของเรามิจฉาชีพอาจปลอมแปลงได้ ก็รีบโทรไปแจ้งอายัดบัตรกับธนาคาร และตรวจสอบรายการที่เราไม่ได้ทำ ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้บานปลายตามหลังมานั่นเอง 


avatar
by 9 Tails

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon