เข้าสู่เว็บไซต์>
คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นโอกาส เพียงเพราะมันใส่ชุดเอี้ยมและหน้าตาเหมือนงาน — Thomas Edison

โรคเบาจืด ภัยเงียบใกล้ตัว ที่คุณอาจยังไม่รู้จัก

posted: 1 week ago
โรคเบาจืด ภัยเงียบใกล้ตัว ที่คุณอาจยังไม่รู้จัก

comments

 

ปัจจุบันมีออัตราการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่จากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ ที่คุ้นเคยกันอย่างดี เช่น โรคยอดฮิตอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน โรคเหล่านี้ได้คร่าชีวิตคนไทยไปมากที่สุด

นอกจากมะเร็งเต้านม กับมะเร็งปากมดลูก ที่สาวๆ ทั้งหลายต้องระวังกันแล้ว  “โรคเบาจืด” ทุกคนสามารถหรือมีความเสี่ยงเป็นได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะสาวๆ ต้องระวังให้ดีเลยล่ะค่ะ 


 

โรคเบาจืด

โรคเบาจืด เป็นอะไรกับ โรคเบาหวาน?

ทุกคนอาจจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ ไม่เคยได้ยินชื่อโรคเบาจืดมาก่อนเลย เคยได้ยินแต่เบาหวาน” ต้องบอกก่อนว่า เบาจืดไม่ได้มีภาวะใกล้เคียงหรือตรงข้ามกับเบาหวานเลยค่ะ

เพราะโรคเบาจืดเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่อยู่ในภาวะดูดน้ำกลับไปได้น้อย ซึ่งปฎิกิริยาที่แสดงออกมาคือ ปัสสาวะบ่อย 

เมื่อในแต่ละวันปัสสาวะบ่อยจนเกินไป  ก็ทำให้เกิดความกระหายน้ำ และสุดท้ายก็เกิดภาวะขาดน้ำอีกครั้ง แน่นอนว่า โรคเบาจืดก็เกิดขึ้นวนกันอยู่แบบนี้  มาค่ะ มารู้จักโรคเบาจืดให้มากขึ้นกว่านี้กันดีกว่า


 

 รู้จัก โรคเบาจืด ให้มากขึ้น

โรคเบาจืด (Diabates insipidus) หรือ DI เกี่ยวเนื่องกับปริมาณปัสสาวะ  เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการขับปัสสาวะในปริมาณมาก หรือรุนแรงมาก เช่น 

  • ปัสสาวะเริ่มตั้งแต่ 2.5 ลิตรต่อวัน
  • ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจมีการขับปัสสาวะสูงถึง 10 – 15 ลิตรต่อวัน

แต่เมื่อเทียบกับปริมาณปัสสาวะของคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคเบาจืดจะมีปริมาณปัสสาวะอยู่ที่ 1.5 – 1.7 ลิตรเท่านั้น

โดยปัสสาวะของผู้ที่ป่วยโรคเบาจืดจะมีความเจือจางสูง ส่วนสารต่างๆ ที่ปกติจะถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ เช่น ยูเรีย ฯลฯ จะมีปริมาณน้อยมาก ดังนั้น สิ่งที่ออกมาพร้อมปัสสาวะจึงมีแต่น้ำเป็นหลัก

โรคเบาจืด เกิดจากความผิดปกติของการกับเก็บน้ำในร่างกายที่ทำงานไม่ปกติ เป็นเพราะว่า ฮอร์โมน Vasopressin ที่ถูกสร้างและควบคุมโดยสมองส่วนไฮโฟทาลามัส (ซึ่งเชื่อมต่อกับต่อมใต้สมองด้วย) หลั่งออกมา ก็จะทำหน้าที่ให้ไตดูดน้ำกลับเข้าร่างกาย

แต่เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น จึงทำให้ฮอร์โมนวาโซเพรสซินลดลง เมื่อฮอร์โมนวาโซเพรสซินลดลง ร่างกายก็เลยเก็บน้ำไม่ได้เหมือนเคย จึงทำให้ร่างกายขนาดน้ำนั่นเอง


โรคเบาจืด

4 ความผิดปกติของ โรคเบาจืด 

  • ความผิดปกติของไต (Nephrogenic Diabetes Insipidus)

ความผิดปกติของไต เป็นความผิดปกติที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาจืด เพราะว่าไตไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมน หรืออาจมีการตอบสนองได้น้อย ซึ่งอาจมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือการได้รับสารเคมีจากยารักษาโรคบางชนิด

  • ความผิดปกติจากสมอง (Central or Neurogenic Diabetes Insipidus)

เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่พบได้บ่อยไม่แพ้ข้อแรกเลยค่ะ สาเหตุก็มาจากโรคที่เกี่ยวกับสมอง หรืออุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อสมอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ปริมาณของเอดีเอชลดลง

 

  • ความผิดปกติจากการตั้งครรภ์ (Gestational diabetes insipidus)

สาเหตุในข้อนี้พบได้ค่อนข้างน้อย แต่ก็มีโอกาสเกิดได้ โดยในระหว่างที่ผู้หญิงตั้งครรภ์นั้น รกจะมีการสร้างเอนไซม์ Vasopressinase ขึ้นมา จะเป็นตัวการเข้าไปทำลายฮอร์โมนเอดีเอช และด้วยปริมาณเอนไซม์ที่ล้นเกินไปจนเกินสมดุลของร่างกาย จึงทำให้ไตดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

  • ความผิดปกติจากอาการกระหายน้ำ (Dipsogenic Diabetes Insipidus)

เป็นความผิดปกติที่สามารถพบได้น้อยที่สุดในหัวข้อที่กล่าวมา ซึ่งความผิดปกตินี้มีสาเหตุมาจากการทำงานของสมองส่วนไฮโพทาลามัส ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเอดีเอช และควบคุมการทำงานของจิตใจ เมื่อร่างกายของผู้ป่วยมีความผิดปกติ จึงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก และดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณมาก เป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้ร่างกายขับปัสสาวะเพิ่มขึ้น


โรคเบาจืด

อาการของโรคเบาจืด

อาการของโรคเบาจืด ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง จะมีการแสดงอาการที่คล้ายๆ กัน โดยอาการหลักๆ ที่สังเกตได้คือ

  • ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณปัสสาวะต่อครั้งมากกว่าปกติ
  • มีอาการกระหายน้ำ ร่างกายอ่อนเพลีย
  • ปัสสาวะรดที่นอน
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงอันเนื่องมาจากร่างกายขาดเกลือแร่
  • ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวบ่อย

 


 

 

แนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคเบาจืด

เนื่องจากอาการของโรคเบาจืด มีสาเหตุหลักมาจากร่างกายขาดน้ำ ถ้าไม่อยู่ในสภาวะที่สูญเสียน้ำมากจนหมดสติ ก็ยังสามารถปฎิบัติตัว ตามแนวทางต่อไปนี้ ก่อนพบแพทย์ได้ค่ะ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ผู้ป่วยจำเป็นต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าเมื่อใดที่ต้องไปอยู่ในที่ที่อากาศร้อน ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำทางผิวหนังมาก หรือผู้ป่วยท้องเสีย, ท้องร่วง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ผู้ป่วยจึงควทดแทนน้ำที่สูญเสียไปด้วยการดื่มน้ำให้มากเพียงพอ

  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะอาหารรสเค็มจัดจะมีปริมาณโซเดียมหรือเกลือค่อนข้างสูง และจะส่งผลให้ร่างกายขับเกลือออกมาผ่านทางไตกับปัสสาวะ ซึงเป็นเหตุให้ร่างกายถูกดึงน้ำออกไปอีก ทำให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำขึ้นอีก อาจทำให้อาการเบาจืดรุนแรงขึ้นได้

  • กินยาตามแพทย์สั่ง

กินยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบและตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยา หรืองดยาไปเองเมื่อรู้สึกว่าอาการหายไป เพราะโรคเบาจืดนี้มีโอกาสหายเองได้ค่อนข้างน้อย ต้องใช้ยาในการควบคุมอาการอยู่เสมอ

  • ระวังผลข้างเคียงจากยา

ยาบางตัวที่ใช้ในการรักษาโรคเบาจืด เมื่อทานแล้วอาจมีผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น มีผลข้างเคียงที่ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจึงควรทานอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลให้เพียงพอ มิฉะนั้น ร่างกายจะขาดน้ำตาลได้ และควรสอบถามจากแพทย์ถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเจอกับผลข้างเคียงของยาด้วย

  • แสดงตัวว่าเป็นผู้ป่วย

ผู้ป่วยโรคเบาจืดควรพกบัตรหรือข้อความที่แสดงว่าตนเป็นโรคเบาจืด หรือเมื่อไปพบแพทย์รักษาอาการอื่นๆ ก็ควรแจ้งด้วยว่ากำลังใช้ยาตัวใดในการรักษาอยู่


และนี่ก็คือข้อมูลและอาการเบื้องต้นของโรคเบาจืดค่ะ เราจะเห็นได้ว่าร่างกายของเรานั้น ถ้าหากว่าไม่ดูแลให้ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ในภายภาคหน้าได้

ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาจืด เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ อย่าลืมรักษาสุขภาพให้ดีด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหาเวลาไปออกกำลังกายบ้างนะคะ


avatar
by W. Phumma

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon