เงินไม่พอใช้เพราะบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด จริงเหรอ

posted: 2 months ago
1,151 views
เงินไม่พอใช้เพราะบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด จริงเหรอ

comments

มนุษย์เงินเดือนบนโลกนี้มีอยู่ด้วยกันสองประเภท ประเภทแรกคือดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อสิ้นเดือนมาถึง พร้อมพุ่งตัวเข้าไปกอดจูบลูบคลำสลิปเงินเดือนคาร์บอนสีเทาๆ ด้วยความรักใคร่ แต่มนุษย์เงินเดือนอีกประเภทก็ดีใจเหมือนกัน แล้วก็แอบบ่นพึมพำในใจว่า “นี่มันเงินเดือนหรือเงินทอนวะเนี่ย” ไม่บ่นก็บ้าแล้ว เพราะสิ้นเดือนทีไรก็เหมือนสิ้นใจทุกที ไหนจะค่าบัตรเครดิตที่ขอจ่ายขั้นต่ำไปก่อน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าบัตรกดเงินสด ค่าจิปาถะอื่นๆ เห็นใบทวงหนี้แล้วท้อใจ

ทุกคนนมีสิ่งของที่อยากได้กันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะควบคุมกิเลสได้ดีแค่ไหน ถ้าทำได้ดีก็ถือว่ารอดตัวไป แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ถึงเวลากระเป๋ารั่ว ใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย เงินสดหมดก็ดึงเงินอนาคตมาใช้ก่อน แล้วก็ต่อด้วยใช้เงินจากบัตรกดเงินสดอีกทอดหนึ่ง บางคนหัวใสใช้บัตรเครดิตอีกใบเพื่อโปะบัตรอีกใบ หรือที่เรียกว่าหมุนเงินด้วยบัตรเครดิต ไปๆ มาเป็นหนี้ก้อนโตซะงั้นนี่แหละหนา ที่เขาว่ากันว่า “ใช้เงินเกินตัว”​

บัตรกดเงินสด ตัวช่วยดีๆ ในการใช้เงินเกินตัว  

ทุกคนคงรู้ดีกันว่า เงินจากอนาคตคือเงินที่เราไปขอสินเชื่อจากธนาคารแบบมีเครดิต มาในรูปแบบของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

ส่วนเงินที่ไม่ตรวจสอบเครดิตที่เรียกว่าเงินกู้นอกระบบ ที่ไม่ต้องใช้เอกสารอะไรมาก แค่เจ้าหนี้ดูว่าผู้กู้คือใคร ทำอาชีพอะไร บ้านอยู่ไหน ก็ได้เงินก้อนมา แต่ก็ต้องแลกกับดอกเบี้ยมหาโหด แบบนี้เราสามารถเรียกเงินจากอนาคตว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักได้แล้วใช่ไหม?

คำตอบก็คงจะอยู่ตรงกลางระหว่าง ใช่กับไม่ใช่ เพราะเหตุผลการใช้เงินไม่มีทางเหมือนกัน บางคนใช้เงินเพื่อซื้อกระเป๋าใบใหม่ที่กันน้ำดีๆ หรือโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่จะออกแล้ว ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดีนะ? หรือพ่อเจ็บออดๆ แอดๆ จนต้องเข้ารักษาแต่ไม่มีประกัน ลงท้ายก็ต้องไปหากู้หนี้ยืมสิน คำตอบก็คือกลางๆ นั่นแหละ

บัตรกดเงินสด

แต่ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก อย่างเงินค่ารักษาพยาบาล ถ้าไม่ใช้ประกันสังคม ก็ลองใช้ประกันชีวิตที่โฆษณากันปาวๆ ดูสิ ว่าคุ้มครองอะไรบ้าง พอเจ็บป่วยมาจะได้ไม่ต้องควักเนื้อตัวเอง

แต่ปัญหาบางอย่างก็แก้ไม่ได้ เพราะเกิดจากค่านิยมของมนุษย์เงินเดือนทุกอาชีพ เพราะบางคนชอบเหนื่อย มีสิบอยากจะได้ร้อย มีร้อยต้องเอาพัน เห็นคนอื่นมีอะไรก็ต้องมีตาม รู้ไหมเนี่ยว่ามัน “สุขสั้นแต่ทุกข์นาน”​


อิสรภาพทางการเงินเกิดจากการใช้เงิน

เรื่องเงินไม่พอใช้ จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าเกิดว่าคนผู้นั้นมีอิสรภาพทางการเงินที่มั่นคงคำว่า อิสรภาพทางการเงิน ต้องมีเงินเหลือเฟือ เดือดร้อนขึ้นมาก็ดึงเงินที่มาใช้ได้เลย ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องยืม และไม่เดือดร้อนกับอนาคต และจะเกิดขึ้นได้หากใช้เงินอย่างมาสติ หรือขาดความเชื่อมั่นของความเป็นตัวเอง “เห็นช้างขี้ เลยขี้ตามช้าง”​คนอื่นมีอะไรก็อยากได้แบบนั้น นี่แหละหนาที่เรียกว่าฟุ่มเฟือย

การใช้เงินแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

 

  • มีเท่าไหร่ใช้หมด

เป็นคนประเภทมีเงินเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น อยากได้อะไรก็ใช้เงินก้อนนั้นซื้อรวดเดียว ไม่กู้เพิ่ม ไม่สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดก็ไม่สนใจ ใช้จนหมดเกลี้ยง สุดท้ายไม่เหลือเก็บ

  • มีมากใช้น้อย

เป็นคนประเภทมีมากแต่ใช้น้อย หมายถึง มีเงิน 1,000 บาท แต่ใช้แค่ 100 บาท อยากได้อะไรก็ค่อยๆ เก็บออมเอา ไม่สมัครบัตรกดเงินสด ไม่ขอสินเชื่อ มีเงินเหลือเก็บให้ชื่นใจ

  • มีมากใช้มาก

เมื่อมีเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตาม หรือรายได้เท่าเดิม แต่ใช้จ่ายเกินตัว เป็นเหตุให้เก็บเงินไม่อยู่ ต้องใช้เงินอนาคตจาก บัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิต สุดท้ายก็กลายเป็นหนี้


มองการจ่ายเบี้ยประกันอีกมุมหนึ่ง

 

วิธีเก็บเงินมีหลายแบบ ถ้าขั้นพื้นฐานสุดๆ ก็คือหยอดกระปุกอย่างมัธยัสถ์​ หรือจับยัดเข้าบัญชีเงินฝาก ถ้าคิดว่าวินัยการใช้เงินไม่มากพอ หรือจะแบ่งเงินถุงไว้ใช้รายวัน เห็นไหมว่า วิธีเก็บเงินมีเยอะมากๆ แต่การจ่ายเบี้ยประกันก็เป็นวิธีเก็บเงินเหมือนกัน นอกจากช่วยเก็บเงิน ยังคุ้มครองความเสี่ยงด้วย

ลองลบภาพความเป็นประกันออกไปก่อน แต่มองอีกมุมหนึ่งว่า การจ่ายเบี้ยประกันทุกเดือนเป็นการออมเงินไปในตัว ซึ่งวิธีเก็บเงินแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร อายุเท่าไหร่ ทำให้พ่อ ลูก หรือแฟน ก็ได้ทั้งนั้น เพราะมันมีหลากหลายการออมเงินให้เลือกใช้ตามความสะดวก

บัตรกดเงินสด

สมมติว่าเจ้าของสัญญาประกันตายไป เงินทั้งหมดที่ตั้งใจเก็บมาก็จะตกเป็นของผู้รับผลประโยชน์ที่ถูกเขียนไว้ในสัญญาประกัน  แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าของสัญญาประกันนั่นแหละ จะได้รับเงินก้อนไปเลย นี่ไง การใช้ประกันก็คือการออมเงินเหมือนกัน ซึ่งการออมเงินด้วยการใช้ประกัน มีทั้งออมเงินระยะสั้น เงินเกษียณยามแก่ตัวไป ฯลฯ ทีนี้แหละนะ ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว


หากใช้เศรษฐกิจพอเพียงก็เขวี้ยงเงินอนาคตทิ้งไปได้เลย

เมื่ออ่านถึงคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” คงจะนึกไปถึงการทำอาชีพเกษตรกร ปลูกผัก เลี้ยงปลา แต่จริงๆ แล้วคำนี้สามารถใช้ได้กับทุกคน ทุกอาชีพ ทุกเงินเดือน เศรษฐกิจพอเพียง คือทางออกของทุกปัญหาที่สามารถทำได้ เพียงรู้ตัวว่ามีเท่าไหร่ แล้วต้องใช้เท่าไหร่ตนเองถึงจะไม่เดือดร้อน

และคำว่าพอเพียงของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่จะกำหนดได้คือ “รายรับ”​ หรือเงินจำนวนเงินที่มีอยู่ตอนนั้น ต้องดูก่อนว่าเรามีรายรับเท่าไหร่ หากมีรายรับอยู่วันละ 500  บาท แต่กินข้าวมื้อละ 100 บาทก็ถือว่าพอเพียง ไม่ใช้เงินเกินตัว แต่ถ้ามีรายได้วันละ 500 บาท แต่ใช้กินจ่ายวันละ 1,000 บาทก็ไม่เรียกว่าพอเพียง

บัตรกดเงินสด

สรุปได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้จ่ายเท่าที่มี ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย หากมีของที่อยากได้ ทางออกเดียวคือทำรายได้ให้มากกว่าของสิ่งนั้น แต่ถ้ายังไม่เพิ่มเม็ดเงินได้ ก็ถือว่ายังไม่พร้อม แต่ถ้าคิดว่าใช้บัตรเงินสดแล้วกัน บัตรไหนบ้างที่เป็น 0% ก็อย่างหวังว่าจะมีเงินพอใช้เลย

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่ออื่นๆ เป็นโทษของการใช้เงินไม่พอไปซะหมด หากเป็นคนมีวินัยในการใช้เงิน หรือจ่ายหนี้สินให้ทันเวลา รู้จักเก็บเงิน แถมยังรู้จักหักห้ามใจ ก็น่าจะมีเงินพอใช้

แต่คิดว่าเก็บเงินเองไม่มีทางรอดแน่ๆ สู้เจียดเงินมาจ่ายเบี้ยประกันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีเพราะเก็บเงินแล้วยังได้กระจายความเสี่ยงด้วย แหม.. เข้ากับสุภาษิตไทยๆ ที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” ​เชียวนะ


avatar
by 9 Tails

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon