เข้าสู่เว็บไซต์>
พยายามเก็บเงินในขณะที่เงินเดือนคุณยังน้อย เพราะเมื่อไหร่ที่คุณได้เงินมากขึ้นคุณจะเก็บมันไม่อยู่หรอก - Jack Benny

สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีทั้งหมดกี่แบบกัน?

posted: 2 weeks ago
สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีทั้งหมดกี่แบบกัน?

comments

บ้าน เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นกับชีวิตของเรา หลายๆคนคงมีความฝันที่อยากจะซื้อบ้าน เป็นของตัวเองสักหลัง หรืออยากที่จะอัพเกรดที่อยู่ปัจจุบันของด้วยเองให้มันดีมากขึ้น

ที่อยู่อาศัยนั้นถือเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงมาก การซื้อจะบ้านสักหลังไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากซะว่าคุณจะมีเงินอยู่ในบัญชีสัก 10 ล้านบาท แต่ก็คงมีไม่กี่คนที่สามารถจ่ายเงินก้อนเพื่อซื้อบ้านได้ แล้วถ้าเราอยากซื้อบ้านต้องทำยังไง นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด สินเชื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา


สินเชื่อที่อยู่อาศัย คืออะไร

 

สินเชื่อที่อยู่อาศัย-คืออะไร

 

สินเชื่อที่อยู่อาศัยในที่นี้ หมายถึง บ้าน คอนโด ตึกแถว บ้านจัดสรร อาคารพาริชย์ รวมถึงที่ดินเพื่อปลูกบ้านด้วย โดยการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น พูดง่ายๆคือ การขอกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านนั่นเอง เหมือนเรายืมเงินธนาคารเพื่อไปจ่ายค่าบ้านก่อน แล้วเราค่อยจ่ายเงินคืนให้ธนาคารเป็นงวดๆจนกว่าจะครบ โดยใน การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น เราจะต้องใช้

  • บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ ทะเบียนบ้านของผู้กู้ ผู้กู้ร่วม และคู่สมรส
  •  ทะเบียนสมรสของผู้กู้และผู้กู้ร่วม
  •  สำเนาบัญชีเงินฝากและหลักฐานรายได้ของผู้กู้ ผู้กู้ร่วม และคู่สมรส
  •  สำเนาโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ์ที่เสนอหลักประกัน
  •  สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน
  •  หลักฐานที่อยู่อาศัยที่จะขอสินเชื่อไปซื้อ

สินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นจะไม่ได้อนุมัติเงินค่าบ้านให้เราทั้งหมด แต่ธนาคารต่างๆมักจะกำหนดวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย สูงสุดไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน โดยมักจะแบ่งการพิจารณาสินเชื่อตามประเภทของสินทรัพย์ที่ขอสินเชื่อ


ประเภทของสินเชื่อที่อยู่อาศัย

สินเชื่อที่อยู่อาศัยสามารถแบ่งได้คร่าวๆเป็น 7 ประเภท ตามประเภทของสินทรัพย์ โดนแต่ละประเภทจะมีเงื่อนไขและการอนุมัติวงเงิน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไป ดังนี้

1.บ้านพร้อมที่ดินและทาวน์เฮ้าส์

ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขาย และ ราคาประเมิน (แล้วแต่ราคาไหนต่ำกว่า) มีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี

2.ห้องชุดที่มีระดับราคาขายตั้งแต่ ห้องละ 500,000 บาทขึ้นไป

ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขายและราคาประเมิน (แล้วแต่ราคาไหนต่ำกว่า) มีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดดังนี้

  • ราคาซื้อขายต่ำกว่า 1 ล้านบาท ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 25 ปี
  • ราคาซื้อขาย 1 ล้านบาทขึ้นไป ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี

3.อาคารพาณิชย์

ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขายและราคาประเมิน (แล้วแต่ราคาไหนต่ำกว่า) มีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี

4.สิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง

ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 100% ของราคาค่าสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่เกิน 80% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี


ประเภทของสินเชื่อที่อยู่อาศัย
(cc) http://www.businessinsider.com

5.ต่อเติมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย

ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 100% ของราคาประเมินของส่วนที่ต่อเติม และไม่เกิน 80% ของราคาประเมินบ้านและที่ดิน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และราคาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

6. รีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย

คือ การโอนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินหนึ่งไปอยู่ที่อีกสถาบันการเงินหนึ่ง โดยธนาคารจะกำหนดเงื่อนไขการกู้และอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้ารีไฟแนนซ์

7.การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินเปล่า

การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินเปล่า ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อซื้อที่ดินเปล่าเฉพาะในโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุน
  • เพื่อซื้อที่ดินเปล่าไว้สำหรับขยายที่อยู่อาศัยเดิมออก ตามความจำเป็นเพื่อการอยู่อาศัย

โดยทั้ง 2 วัตถุประสงค์นี้ ทางธนาคารจะกำหนดหลักเกณฑ์การขอสินเชื่อ คือ ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินที่ดิน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยกำหนดเนื้อที่ไม่เกิน 3 ไร่ และระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

  • เพื่อซื้อที่ดินเปล่าจากการแก้ไขหนี้ของธนาคารนั้นๆ
  • เพื่อซื้อที่ดินเปล่าจากการประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี (เป็นทรัพย์จำนองของธนาคารนั้นๆ)
  • เพื่อซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์รอการขายของธนาคารนั้น

โดยทั้ง 3 วัตถุประสงค์นี้ กำหนดหลักเกณฑ์การขอสินเชื่อ คือ ขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขายและไม่เกิน 85% ของราคาประเมิน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ต้องมีเนื้อที่ไม่เกิน 10 ไร่ และระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

การเลือกสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น เราควรจะพิจารณา เงินต้น อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลากู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะมีผลต่อการคำนวณยอดเงินที่เราต้องชำระรายเดือนด้วย


อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

 

เมื่อเราจะกู้เงินหรือขอสินเชื่อเพื่อใช้ทำอะไรก็ตาม นอกจากเงินต้นที่เราต้องจ่ายแล้ว ดอกเบี้ย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องคำนึงถึง

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร  สามารถแบ่งได้เป็น

 

  • MLR (Minimum Loan Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เป็นเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่นสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.25% – 8.52%

  • MOR (Minimum Overdraft Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชีเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 7.12% – 9.875%

  • MRR (Minimum Retail Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 7.62% -12.75%

  • อัตราดอกเบี้ยสูงสุด กรณีผิดนัดชำระหนี้

กรณีไม่ชำระคืนตามกำหนดในครั้งแรก เบื้องต้นจะมีคำเตือน หลังจากนั้นหากยังคงไม่ชำระหนี้คืน ถือว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัด ธนาคารสามารถใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อเรียกเก็บลูกหนี้รายนั้น มีอัตราสูงเฉลี่ยอยู่ในช่วง 15-36%

  • อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต

ธนาคารใช้เรียกเก็บจากผู้ใช้บัตรเครดิตนั้นๆ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะ ไม่เกิน 18%

ก่อนที่เราจะตัดสินใจขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น เราควรต้องตรวจสอบสภาพการเงินของเราก่อน เพราะ ถึงแม้ว่าจะขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้

แต่ถ้าเราไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในทุกๆเดือนเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วละก็ มันจะยิ่งเพิ่มภาระทางการเงินของเราให้มากขึ้นด้วย นอกจากนั้น เราควรจะเลือกบ้านที่ถูกใจให้ได้ก่อนตัดสินใจซื้อ


avatar
by Pigzzazz

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon